มะละกอ

images

images.jpgืื

imagesCA9RBGLS.jpgอมะละกอจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา มะละกอ

มะละกอขณะออกผล
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
หมวด: Magnoliophyta
ชั้น: Magnoliopsida
อันดับ: Brassicales
วงศ์: Caricaceae
สกุล: Carica
ชนิด: C. papaya
ชื่อทวินาม
Carica papaya
L.

คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ:
มะละกอมะละกอ เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้

เนื้อหา [ซ่อน]
1 ลักษณะทั่วไป
2 ประโยชน์
3 อ้างอิง
4 แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้] ลักษณะทั่วไปมะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

[แก้] ประโยชน์นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้
เนื้อมะละกอสุก สารอาหาร ปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม
โปรตีน 0.5 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม
แคลเซียม 24 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
โซเดียม 4 มิลลิกรัม
ไทอะมีน 0.04 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน 0.04 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 70 มิลลิกรัม

สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร

2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก

สรรพคุณ มะละกอ :

ผลสุก – เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย

ยางจากผลดิบ – เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้

รากมะละกอ – ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา

ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้

เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain

เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง

เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้

แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก

โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก

คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย

เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ

ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง

แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้

[แก้] อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.philippineherbalmedicine.org/papaya.htm
ข้อมูลจาก http://yathai.blogspot.com/2010/09/blog-post_10.html
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่นFruits of Warm Climates: Papaya and Related Species
California Rare Fruit Growers: Papaya Fruit Facts.
ดอกมะละกอตัวผู้
ดอกมะละกอตัวเมีย
ใบมะละกอ
ต้นมะละกอและดอก
ต้นมะละกอและผล
ดึงข้อมูลจาก “http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=มะละกอ&oldid=4677247”.
หมวดหมู่: ผลไม้หมวดหมู่ที่ซ่อนอยู่: บทความที่รอการตรวจสอบรูปแบบรายการเลือกป้ายบอกทางเครื่องมือส่วนตัว
สร้างบัญชีล็อกอินเนมสเปซ
บทความอภิปรายสิ่งที่แตกต่างดู
เนื้อหาแก้ไขประวัติปฏิบัติการ
ค้นหา
ป้ายบอกทาง
หน้าหลัก
ถามคำถาม
บทความคัดสรร
บทความคุณภาพ
เหตุการณ์ปัจจุบัน
สุ่มบทความ
มีส่วนร่วมเกี่ยวกับวิกิพีเดีย
ศาลาประชาคม
ปรับปรุงล่าสุด
ติดต่อวิกิพีเดีย
บริจาคให้วิกิพีเดีย
วิธีใช้
เครื่องมือหน้าที่ลิงก์มาการปรับปรุงที่เกี่ยวโยงอัปโหลดหน้าพิเศษลิงก์ถาวรข้อมูลหน้าอ้างอิงบทความนี้
พิมพ์/ส่งออกสร้างหนังสือดาวน์โหลดเป็น PDFรุ่นพร้อมพิมพ์
ภาษาอื่นአማርኛ
العربية
অসমীয়া
Azərbaycanca
Bikol Central
Беларуская
Беларуская (тарашкевіца)‎
Български
Bahasa Banjar
বাংলা
བོད་ཡིག
Català
Chamoru
Česky
Dansk
Deutsch
Ελληνικά
English
Esperanto
Español
فارسی
Suomi
Na Vosa Vakaviti
Français
Galego
ગુજરાતી
עברית
हिन्दी
Hrvatski
Hornjoserbsce
Kreyòl ayisyen
Magyar
Հայերեն
Bahasa Indonesia
Ido
Italiano
日本語
Lojban
Basa Jawa
ქართული
한국어
Перем Коми
Коми
Latina
Лакку
Lingála
ລາວ
Lietuvių
Latviešu
Basa Banyumasan
മലയാളം
मराठी
Кырык мары
Bahasa Melayu
မြန်မာဘာသာ
Nāhuatl
नेपाली
Nederlands
Norsk (bokmål)‎
Diné bizaad
ଓଡ଼ିଆ
ਪੰਜਾਬੀ
Kapampangan
Polski
Português
Runa Simi
Română
Русский
Kinyarwanda
संस्कृतम्
Srpskohrvatski / српскохрватски
Simple English
Slovenčina
Soomaaliga
Српски / srpski
Basa Sunda
Svenska
Kiswahili
தமிழ்
తెలుగు
Tagalog
Lea faka-Tonga
Türkçe
Удмурт
Українська
اردو
Tiếng Việt
中文
Bân-lâm-gú
หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 01:35 น.
อนุญาตให้เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน และอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่ ข้อกำหนดการใช้งาน
Wikipedia® เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของมูลนิธิวิกิมีเดีย องค์กรไม่แสวงผลกำไร

ติดต่อเรา

Advertisements

เรื่องมะละกอ

cropped-2.jpgมะละกอจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา มะละกอ

มะละกอขณะออกผล
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
หมวด: Magnoliophyta
ชั้น: Magnoliopsida
อันดับ: Brassicales
วงศ์: Caricaceae
สกุล: Carica
ชนิด: C. papaya
ชื่อทวินาม
Carica papaya
L.

คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ:
มะละกอมะละกอ เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้

เนื้อหา [ซ่อน]
1 ลักษณะทั่วไป
2 ประโยชน์
3 อ้างอิง
4 แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้] ลักษณะทั่วไปมะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

[แก้] ประโยชน์นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้
เนื้อมะละกอสุก สารอาหาร ปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม
โปรตีน 0.5 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม
แคลเซียม 24 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
โซเดียม 4 มิลลิกรัม
ไทอะมีน 0.04 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน 0.04 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 70 มิลลิกรัม

สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร

2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก

สรรพคุณ มะละกอ :

ผลสุก – เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย

ยางจากผลดิบ – เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้

รากมะละกอ – ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา

ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้

เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain

เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง

เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้

แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก

โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก

คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย

เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ

ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง

แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้

[แก้] อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.philippineherbalmedicine.org/papaya.htm
ข้อมูลจาก http://yathai.blogspot.com/2010/09/blog-post_10.html

คุ๊กกี้

Butter Cookies สูตรนี้เป็นสูตรของ UFM ค่ะ

ได้มาจากตอนไปเรียน หลักสูตรขนมอบ 10 ครั้ง 25 หลักสูตรค่ะ

สำหรับคนที่อยากหาที่เรียนพื้นฐานการทำขนมอบทุกประเภทก็ขอแนะนำหลักสูตรนี้เลยค่ะ มีสอนทุกอย่าง คุกกี้, บราวนี่, เค้กเนย, สปันจ์เค้ก, โรลเค้ก, ปุยฝ้าย, เอแคลร์, พายชั้น, พายกรอบ, พายร่วน(ทารต์), โดนัท, และขนมปังแบบต่างๆ

คุณครูที่นี่ก็ใจดีมากๆค่ะ นักเรียนที่ไปเรียนทุกคนก็จะได้ทำทุกคน และก็ได้ขนมกลับบ้านทุกคนด้วย

เข้าเรื่องคุกกี้เนยเลยดีกว่า สูตรนี้เป็นสูตรที่ที่บ้านชอบมากค่ะ หอมเนยดี เนื้อคุกกี้ไม่กระด้าง คุ้กกี้เนยสูตรนี้จะกรอบแบบเบาๆไม่แน่น ในหนังสือเค้าเรียกว่ากรอบนุ่ม ทานได้เรื่อยๆไม่เลี่ยนไม่เมื่อยปาก คล้ายๆจะละลายในปากด้วยค่ะ^^

ส่วนผสม (ส่วนผสมสูตรนี้มีน้อยมากค่ะ มีทั้งหมด 8 อย่างค่ะ)

1. แป้งตราบัวแดง 225 กรัม
2. ผงฟู 1 ช้อนชา
3. นมผง 20 กรัม
4. เนยสด 215 กรัม
5. น้ำตาลไอซิ่ง 150 กรัม
6. เกลือ 1/4 ช้อนชา
7. ไข่ไก่ 75 กรัม (น่าจะประมาณ ไข่ไก่เบอร์ 1 1 ฟองค่ะ)
8. กลิ่นวานิลลา หรือ กลิ่นนมเนย ตามชอบ (หนูใส่กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา+กลิ่นนมเนย 1/2 ช้อนชาค่ะ)

ขั้นตอนการทำ

– ร่อนแป้ง, ผงฟู, และนมผง พักไว้ (ในรูปนั้นได้ทำการร่อนแป้ง, ผงฟู, นมผง เรียบร้อยแล้วค่ะ อยู่ในถ้วยกาแฟใสๆอ่ะค่ะ ร่อนไป 2 ครั้งค่ะ)

– ใส่เนยอ่อนตัว(แต่ยังเย็น)ลงในโถผสม (ในรูปนี่ยังไม่อ่อนตัวเลยค่ะ เพิ่งออกมาจากตู้เย็นสดๆร้อนๆเลย)

– ตีเนยสดจนเนยอ่อนตัว

– เติมน้ำตาลไอซิ่ง และเกลือลงไป ตีด้วยความเร็วปานกลาง

– นี่เป็นภาพตอนช่วงที่ทะยอยใส่น้ำตาลไอซิ่งค่ะ ให้สังเกตุสีเนยนะค่ะ สีเนยยังคงเป็นสีเหลืองอยู่ ในระหว่างนี้ก็ให้ตีเนยต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วปานกลาง จนส่วนผสมเนยฟูเบาค่ะ

– นี่คือรูปส่วยผสมที่ฟูเบาแล้วค่ะ สีจะอ่อนลงมากๆจนเกือบจะเป็นสีขาวแล้ว คุณครูบอกว่ามันจะเบาเหมือนกับครีมแต่งหน้าเค้กค่ะ

– นี่รูปเปรียบเทียบให้ดูค่ะ พายยางขวามือเป็นส่วนผสมเนยก่อนที่จะฟูได้ที่ สีจะยังคงเป็นสีเหลืองอยู่ ส่วนพายยางด้านซ้ายเป็นส่วนผสมตอนที่ฟูเบาได้ที่แล้วค่ะ สีจะเป็นสีขาวนวลๆค่ะ

– เมื่อส่วนผสมฟูเบาได้ที่แล้ว ให้ค่อยๆใส่ไข่ไก่ที่ผสมกับกลิ่นวานิลลาและกลิ่นนมเนยที่ตีจนเข้ากันแล้วลงไปค่ะ ให้ค่อยๆเทลงไปเป็นสายๆ เพื่อที่ส่วนผสมไข่ไก่ กับ ส่วนผสมเนยจะได้ไม่แยกตัวจากกันค่ะ

– เมื่อส่วนผสมเนยกับไข่ไก่เข้ากันดีแล้ว ให้เติมส่วนผสมแป้งที่ร่อนแล้วลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำ ค่อยๆใส่นะค่ะ เดี๋ยวแป้งจะฟุ้ง

– ให้ตีแค่ส่วนผสมพอเข้ากันดีเท่านั้น เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ให้หยุดทันที ถ้าตีนานจะทำให้คุกกี้แข็งและเหนียวค่ะ นี่เป็นรูปส่วนผสมที่ตีเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

– เมื่อส่วนผสมได้ที่แล้ว ก็จัดการบีบใส่ถาด นำเข้าอบที่ไฟ 180 องศา อบประมาณ 9 – 15 นาทีค่ะ ให้สังเกตเอาค่ะ ว่าสีคุกกี้เหลืองได้ที่รึยัง เพราะเตาอบแต่ละตัวใช้เวลาในการอบต่างกันค่ะ นี่คือขนมที่ออกจากเตามาเรียบร้อยแล้วค่ะ

แยมโรล

** แยมโรล **
   
เตรียมของ
ไข่ 5 ฟอง (ขนาดไซร์ไข่เป็ดบ้านเรา)
น้ำตาล 1 dl
แป้งสาลี 1dlพูนๆ
ผงวนิลา 2 ช้อนชาผงฟู 1ช้อนชา
แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมัน พืช 1 ช้อนโต๊ะ+นมสด1ช้อนโต๊ะ
กระดาษ ที่เป็นมันไว้สำหรับทำเค้ก แล้วเค้กจะไม่ติด กับกระดาษ (กระดาษไข สำหรับทำขนม)

1 เอาไข่ + น้ำตาล มาใส่ใน ในเครื่องตี( เครื่องนวดแป้ง)
ประมาณ 10นาทีได้ ดูพอว่าเป็นสีขาวเหมือนครีมนะ

เราก็เอาแป้งสาลี+ผงวนิลา2ชอ้น+ชา ผงฟู +แป้งมัน
มาใส่กระชอนเขย่าๆใส่ผสมคนให้ทั่วแล้ว ตามด้วย นมสดช้อนนึง+น้ำมันพืชรีบคนไม่งั้น ไข่ที่ตีมันจะยุบลง

เปิดไฟเตาอบ 200 ไฟบน+ล่าง

เอากระดาษมารองที่ถาดแล้วเทไข่ที่ตีแล้ว ลงไป แล้วใส่เข้า เตาอบ อบประมาณ 10 นาที

ครีมหน้าเค้ก
ขณะที่รอก็ เอาครีมมาตี ขณะที่ตีในเครื่องต้องนั่งเฝ้าเลยละ ไม่งั้นเดี๋ยวแข็งออกมาเป็นเนยเลยคะประมาณ 5 นาทีได้ อยู่ที่เครื่องตี ด้วยนะคะ เลย แต่ถ้า พลาด ก็ไม่เป็นไร ก็ใช้ได้คะแต่ครีมเนื้อจะแข็งไปสีจะออกมาเป็นสีเนยแข็งเลยคะ แล้วก็เติมน้ำตาล + ผงวนิลาลงไปหน่อยชิมดูตามที่ชอบ

แล้วเอา ผงวนิลา มาใส่กระชอน แล้วเขย่าๆ ลงไปในไข่ที่ตี
แล้วก็เอาน้ำตาลผสมลงไปก็ได้คะถ้าชอบหวานนะ

แล้ว ครบ 10นาที เราก็ เปิดเตาอบดูแล้วใช้ไม้จิ้มดู ถ้าไม่มีแป้งติดออกมาแสดงว่าแป้งสุกคะ

ก็ยกถาดออกมาจากเตา ผึ่งไว้ ให้เย็น

แล้ว เอากระดาษมัน มาวางลงไป แล้ว คว่ำ เค๊กลงไป ในกระดาษ แล้วค่อยๆลอก กระดาษออกมา แล้วคอยจับดูว่า เค๊ก เย็นลงจริงๆ ค่อยแล้วเอาครีมที่ตีมาทาหน้าเค๊ก

เกลี่ยครีมให้ทั่ว แล้วค่อยๆม้วน
แล้วเอาไปใส่ในตู้เย็นเพื่อให้ครีม+เค๊กแข็งตัวสัก1+2ชม.
แล้วมาหั่น (จะทำให้หั่นง่ายขึ้นเค๊กไม่แตกออก) หั่นเป็นชิ้นๆ และ เก็บเข้าตู้ เย็นไว้กินได้ประมาณ 3วันคะ

แยมโรลรูปและวิธีทำ
http://www.pantown.com/market.php?id=10749&name=market6&topic=4&action=view
แยมโรลหน้าเค๊ก
http://www.pantown.com/market.php?id=10749&name=market6&topic=5&action=view

โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 19:13] ( IP A:213.114.231.248 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 2
    ก่อนที่จะเอาไข่มาตี ให้เปิดเตาอบทิ้งไว้เลย 200 องศาไฟบน+ล่าง แต่ให้ดูว่าไฟที่เตาแรงไหม ทำครั้งแรกให้สังเกตุให้ดี ถ้าไฟแรงก็ให้ลดลงมาเหลือ180องศา

ขั้นตอนและวิธีทำ แยมโรลอย่างละเอียด

รูปที่ 1 เอาไข่ กับน้ำตาล มาใส่เครื่องตี ประมาณ10 ถึง 20 นาที
(แล้วแต่เครื่องจะแรงหรือไม่ )

รูปที่ 2 เตรียมแป้งที่จะผสม+กระชอน
แป้งสาลี 1dl.พูนๆ
ผงวนิลา 2 ช้อนชาผงฟู 1ช้อนชา
แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมัน พืช 1 ช้อนโต๊ะ+นมสด1ช้อนโต๊ะ
ดูว่าไข่ที่ตีในเครื่องมันฟูขึ้นมาแบบในรูป

รูปที่ 3+4 เอา หลังจากตีไข่ได้ที่แล้ว เอาแป้ง สาลีและผงวนิลา+ผงฟู
และแป้งมัน ผสมให้เข้ากัน แล้ว เอากระชอน มาวางแล้วค่อยๆเทลงไป
แล้วค่อยๆคนโดยใช้ตะกร้อที่ตีไข่ คนอย่างเบาๆให้แป้งผสมกันดี อย่าคนแรงแป้งจะไม่ฟู แล้วเอานมกับน้ำมันพืชใส่ตามลงไปคนให้เข้ากัน

โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 19:46] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   5+6+7
พอคนเข้ากันดีแล้ว
ให้เอากระดาษ สำหรับ ทำเค๊ก เป็นมันๆ
มารองที่ถาด ค่อยๆเท ไข่ที่ตีแล้ว ผสมแป้งแล้ว
เทลงไปในถาด เกลี่ยให้เสมอกัน เป็น 4 เหลี่ยมเต็มๆถาดที่อบ
ถ้าดูแล้วมีฟองอากาศ ให้เอาถาด มา กระทบกับพื้น เบาๆ ไล่ฟองอากาศออกไปแล้ว ให้ดูว่าเตาอบไฟได้ที่แล้วก็ใส่ถาดลงไปอบ
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 19:49] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   หลังจากอบไปได้ 10 นาที ให้มาดูว่าแป้งฟูแล้ว เป็นสีน้ำตาลอ่อนๆหรือยัง?
(ขึ้นอยู่กับเตาด้วย เพราะเตาแต่ละตัวไฟจะไม่เหมือนกัน)
แต่ถ้าดูแล้ว เป็นสีน้ำตาลเริ่มเข้ม ให้เอาไม้ตะเกียบ จิ้มที่ตัวแป้งดู ถ้าไม่มีอะไรติดออกมาก็แสดงว่า แป้งสุกแล้ว
ให้ยกถาดออกมาจากเตาอบเลย
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 19:52] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   หลังจากที่อบเสร็จแล้วก็ยกออกมาจากเตาพักไว้ให้เย็น

ข้อควรจำ แป้งเค๊กในขณะที่จะเอาเข้าเตาอบ เตาบางตัว ไฟอาจจะแรง เช่นเตาตัวนี้ ไฟจากที่ เคยอบ 200 c.เราก็ลดลงมาเป็น 180c.

เราจะรู้ได้ไงว่าเค๊กสุกหรือไม่สุก
ในขณะที่อบไปได้7นาที ให้มาเฝ้าที่หน้าเตา ให้คอยดูว่าเค๊กเริ่มฟู สีผิวเค๊กเริ่มเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ พอเค๊กพองแล้วเริ่มยุบตัวลงมาสัก1นาที แสดงว่าแป้งสุกเต็มที่แล้ว เพราะเค๊กจะไม่ฟูไปกว่านี้ และขณะที่อบ ถ้ายังไม่ได้เวลาดังที่กล่าวมา ก็ห้ามเปิดเตาอบเด็ดขาด แป้งเค๊กจะยุบลงทันที

และเมื่อได้เวลาดังที่กล่าวมาก็เปิดเตาอบแล้วเอาไม้จิ้มดูถ้าไม่มีอะไรติดออกมาที่ไม้ ก็แสดงว่าสุกแล้วคะ แต่ถ้ามีอะไรติดออกมาก็ให้เอามือสัมผัสดูว่า เปียกๆไหม ถ้าเปียกก็ต้องอบใหม่อีกสัก 3 ถึง5นาที
แต่เค๊กจะไม่ฟูขึ้นมาอีกแล้ว เพราะเราไปเปิดไฟก่อนที่เค๊กจะสุก ก็จำไว้ คราวหน้า มาทำใหม่ เพราะไม่มีใครที่ทำครั้งแรกแล้วจะเพอร์เฟคไปซะทุกเรื่อง แต่รับรองว่า การทำบ่อยๆทำให้คุณได้สะสมประสพการณ์การทำครั้งหน้าต้องดีกว่าครั้งแรกแน่ๆคะ ต้องอ่านรายละเอียดให้ดีและตั้งใจทำ คุณก็จะทำสำเร็จแน่นอน สูตรของเราอันนี้เหมาะกับคนที่อยู่ต่างแดนมากๆคะ

โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 19:57] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   แล้วก็เอา วิปปิ้งครีม มาตี ขอบอกว่าข้อสำคัญมากๆขณะที่ตีครีม
ให้ยืนเฝ้าเลย เพราะว่าถ้าคุณเผลอ ครีมที่ตี มันจะแข็งไปเป็นเนยเลยคะ แต่ถ้าผิดพลาด ก็ยังเอามาทาได้เหมือนกัน แต่อย่าเผลอดีกว่านะ ทำทั้งทีให้ออกมาดีๆเลยจะดีกว่า แบบตั้งใจทำ จิตใจคนทำอย่าวอกแวก

ในขณะที่ตีครีม คอยดูว่าครีมทีตีเริ่ม จับตัวกันแล้วหรือยัง
เช่นเอานิ้วจิ้มดู ถ้า เป็นแบบ ปลายไม่หัก ก็โอเค
ยกออกมา เอา ผง วนิลลา1ช้อนโต๊ะ และน้ำตาล2ช้อนโต๊ะ (แล้วแต่คนชอบหวานหรือไม่) ผสมลงไป แล้วคนๆ ชิมดู รสพอดีคนกิน ก็โอเค
เอา ครีมใส่ไว้ในตู้เย็น

(ถ้าเราจะทำครีมไม่ใช่รสวนิลา เช่นรสโกโก้ เราก็เอาผงโกโก้ใส่ลงไปแทงผงวนิลา)

วิปปิ้งครีม ให้ดูวันหมดอายุด้วย เช่น วันพรุ่งนี้หมดอายุ
เมื่อเราทำแยมโรลเสร็จแล้วเราก็จะเก็บไว้ในตู้เย็นได้วันพรุ่งนี้อีกวันเดียว เพราะการที่ ครีม หมดอายุวันพรุ่งนี้ แล้วเราจะเก็บไว้กิน3วัน มันก็จะไม่ดีต่อสุขภาพและรสชาติของครีมมันก็จะเปลี่ยนไป

โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:00] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   ใส่น้ำตาล+ผงวนิลลาลงๆไปคนๆให้เข้ากัน
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:05] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
    เมื่อแป้งเค๊กเย็นลงแล้ว

ถ้ากลัวว่าผิวของเค๊กจะลอกออกมาไม่สวยให้เอาน้ำตาลโรยไปที่แผ่นกระดาษอีกแผ่นโรยน้ำตาลให้ทั่ว
แล้วเอาเค๊กมากลับอีกด้าน แล้วเอาครีมมาทาให้ทั่วๆให้เสมอกัน
ค่อยๆม้วนเค๊กแบบในรูป

โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:06] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ถ้าจะหั่นเค๊กเลยก็ได้ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ ให้เอาเค๊กไปแช่ตู้เย็นให้เค๊กกับครีมจับตัวกัน ใส่ตู้เย็นสัก1ถึง2ชม.
แล้วเอาออกมาหั่นจะง่ายขึ้น
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:08] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:11] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:11] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   ครีมหน้าเค้ก

วิปปิ้งครีม 3 dl.
น้ำตาล 2 ชต.
vanila essence 1 ถึง 2 ชช. (ใส่1ชช.แรกให้ชิมดูก่อนบางทีอาจจะมากกว่านั้น)

ทางที่ดีให้ ผสม vanila essence ลงไปใน วิปปิ้งครีม ก่อนที่จะลงมือตีครีม เพราะมันเป็นน้ำ (vanila essence ) อาจจะทำให้ครีมยุบลงไปก็ได้ เมื่อผสม vanila essence

ยกเอาที่คุณมะม่วงเคยถามและเราได้ตอบลงมาที่กระทู้นี้นะคะ

ส่วนผสมครีมข้างใน

ครีมหน้าเค้ก

เอาครีม(วิปปิ้งครีม)มาตี ขณะที่ ตีในเครื่องต้องนั่งเฝ้าเลยละ ไม่งั้นเดี๋ยวแข็งออกมาเป็นเนยเลยคะประมาณ 2ถึง3 นาทีก็คงจะได้(เครื่องที่บ้านแรงคะ) อยู่ที่เครื่องตี ดว้ยนะคะ บางเครื่อง(มือถือ)อาจจะ 5ถึง7นาทีเลย แต่ถ้าพลาด(หมายถึงตีครีมจนแช็งตัวออกมาเป็นเนย) ก็ไม่เป็นไร ก็ใช้ได้คะ เติมน้ำตาล 1ถึง2 ช้อนโต๊ะ+ ผงวนิลา2ชช.ลงไปหน่อยชิมดูตามที่ชอบ แต่ถ้าไม่มีผงวนิลา คุณมะม่วงมี vanila essence สาไม่เคยเห็นหน้าตาของมันเลยนะ แต่สาคิดว่าให้ลองใส่ลงไปสัก1ชช.ดูก่อนว่ารสจะดีไหม
ทางที่ดีให้ผสมลงไปใน วิปปิ้งครีม ก่อนที่จะลงมือตีครีม เพราะมันเป็นน้ำอาจทำให้ครีมยุบลงไปก็ได้ เมื่อผสม vanila essence
ลงไปใน วิปปิ้งครีม แล้วให้ชิมดูว่ามีรสวนิลาออกมารึยัง ถ้ายังก็เติมลงไปอีก ส่วนน้ำตาลให้ใส่ตอนตีครีมเรียบร้อยแล้ว แล้วให้ชิมว่าหวานพอดีกับรสชาติของคุณไหม เพราะบางคนอาจจะชอบหวานมากและบางคนอาจจะชอบ หวานน้อยแตกต่างกันไป

ถ้าไม่มีผงวนิลา ใช้ vanila essence แทนได้ค่ะ ให้ผสมตอนตีวิปปิ้งครีม ฟูดีแล้วก็ค่อยๆเทคนแบบตะล่อมๆ

ลองกดเข้าไปดูวิธีทำนะคะ ว่าแต่ว่าคุณมะม่วงอยู่ที่ประเทศไหนคะ จำไม่ได้ว่าเคยบอกมาแล้วหรือยัง
เพราะแป้งมันก็เป็นหัวใจสำคัญ แป้งแต่ละประเทศจะต่างกันคะ

ตอนที่ตีไข่ฟูดีแล้ว ให้ค่อยๆเทแป้งที่เราผสมแล้ว ให้เทใส่กระชอน เขย่าๆ แล้วเอาตะกวยค่อยๆคน แต่ถ้าคนนานไปแป้งก็ยุบ คนให้เข้ากันพอดี ของสาคนไม่เกิน5รอบก็เทใส่ถาดแล้วถ้ามีฟองอากาศ เราก็ เอาถาดมาวางกับพื้น กระแทกๆเบาๆไล่ลม ก็เอาเข้าเตาอบเลย

ข้อสำคัญอีกอย่าง เตาอบแต่ละตัวความร้อนจะต่างกัน
ของสา เตาอันเก่าความร้อน 200 c. จะพอดี แต่ตัวที่ใช้อยู่นี้
ไฟแค่ 180 c.อบ แล้วอบ 10 นาทีเหมือนกัน ต่างแต่ตรงไฟ เพราะไฟของเตาตัวนี้ความร้อนจะแรงมากกว่าตัวเก่า

แล้วถ้าอบได้ที่แล้วเราจะเห็นผิวของแยมโรลมันเป็นสีเข้มน้ำตาลอ่อนๆ ถ้า10 นาทีแล้วก็เอาไม้จิ้มดู ถ้าไม่มีเนื้อแป้งติดออกมาเลยก็ แสดงว่าสุกแล้วให้ยกออกมาเลย พักไว้ให้เย็น
ข้อควรจำ เพราะเห็นหลายๆคนทำแล้วแป้งด้านสีเข้มจะหลุดลอกออกมาไม่สวย

เป็นเพราะว่า….

คุณเอาแยมโรลออกจากเตา แล้วเอากระดาษมาวางเพื่อจะกลับมาอีกด้าน พอกลับแยมโรลมาอีกด้านแล้ว แล้วคุณก็ปล่อยมันทิ้งไว้ให้เย็น พอคุณเอาครีมหรือไส้มาทา แล้วเตรียมม้วน ผิวมันก็จะค่อยๆหลุดออกมาแลดูไม่สวย ตรงนี้และ นี้แหละที่เป็นสาเหตุของมันที่ทำให้ผิวลอกออกมาแบบลอกบ้างไม่ลอกบ้าง ในขณะที่คุณเอาแยลโรลออกมาแล้วพักไว้แต่ถ้าแยมโรลยังอุ่นๆอยู่
ถ้าคุณคิดว่าจะทาไส้ เช่นไส้ครีม ต้องระวังครีมจะละลาย
ถ้าไส้ครีมให้พักตัวแยมโรลให้เย็นก่อน แล้วถึงจะเอาครีมมาทาแล้วถึงม้วน

ข้อเสียก็คือ ถ้าแป้งแยมโรลที่คุณทำมันหนาไป เมื่อทาครีมแล้วม้วนแป้งอาจหักหรือแตกเป็นรอยร้าวได้ง่ายๆทำให้ดูไม่สวยงาม

วิธีแก้ ขณะที่เทไข่ที่ตีแล้วผสมเครื่องแล้ว ให้เทลงไปในถาดเกลี่ยให้ทั่วๆ แต่ถ้าดูแล้วแป้งมันฟูแล้วดูท่าจะหนาไป ก็อย่าประหยัด (ถ้าอยากให้ออกมาสวย) เอาเกลี่ยๆให้ดูพอประมาณก็พอ ที่เหลือทิ้ง(แบบตัดใจเลย)

อีกข้อ ถ้าต้องการให้ผิวออกมาสวยแบบในรูปนี้ ก็พักให้เย็นแล้วค่อยม้วน หรือ เอาน้ำตาลโรยที่ กระดาษอีกแผ่นโรยให้ทั่วๆ
แล้วถึงจะกลับหน้าแยมโรล ผิวก็จะออกมาสวย
แต่ในรูปนี่ไม่ได้โรยน้ำตาลนะ แค่มาบอกวิธีให้คะ
คะ อธิบายมาซะยาวหวังว่าอ่านแล้วคงพอจะเข้าใจนะคะ

โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:16] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:17] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   รูปนี้ ที่ผิวลอกหลุดออกมา เลยถ่ายมาให้ดูคะ รสชาติก็อร่อยแต่ ผิวจะแลดูไม่สวยคะ
โดย: ครัวชมพู่ [3 มิ.ย. 48 20:18] ( IP A:213.114.231.248 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   ถ้าเพื่อนๆมีอะไรที่จะถามกรุณาไปตั้งกระทู้ถามที่ห้องรับแขกของเราได้เลยคะ เพราะกระทู้ห้องนี้เราจะเอาไว้เก็บข้อมูลอย่างเดียว และถ้าเจออะไรที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการทำแยมโรล เราก็จะเอามาเติมที่กระทู้นี้ต่อคะ ขอบคุณมากๆคะ

เค้กกล้วยหอม

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-30.jpg

เค้กกล้วยหอมสูตรนี้ เป็นสูตรแรก ที่พิมจะนึกถึง เวลาคิดอยากจะทำเค้กกล้วยหอมค่ะ เพราะนอกจากจะอร่อย เนื้อไม่หนักมาก ออกไปทางนุ่มเบา แต่ชุ่มชื้นแล้ว  ก็ยังใส่เนยและน้ำตาลน้อยด้วยค่ะ  ทำให้เวลากินแล้วรู้สึกสบายใจมากเลยค่ะ ^^

จริง ๆ พิมเป็นคนทำเค้กกล้วยหอมบ่อยมาก    เมื่อก่อนทำแทบจะทุกอาทิตย์เลยค่ะ เนื่องจากว่าแม่พิมมักจะเอากล้วยหอมที่สวนแบบสุกงอมมาทิ้งไว้ให้ที่บ้านเสมอ อาทิตย์ละหวีสองหวี   แต่มาระยะหลัง เตาอบเสีย + ยังไม่ได้ซื้อ  เป็นระยะเวลากว่าครึ่งค่อนปี  ก็เลยไม่ได้ทำเลยค่ะ   .. จนพอได้ถอยเตาอบมาใหม่ (ไม่นานนี้) ก็นึกอยากจะทำเค้กกล้วยหอมกินอีก  เลยลงมือทำตามสูตรเก่า ๆ ที่มี  และก็สูตรใหม่ ๆ ที่หาได้ .. ปรากฎว่าเจอสูตรนี้แหละค่ะ  ดั้งเดิมเป็นสูตรของคุณแมงเม่า (พันทิป)  แต่พิมเอามาปรับเปลี่ยนเล็กน้อยให้เป็นรสแบบที่ตัวเองชอบ ก็ได้ออกมาเป็นเค้กกล้วยหอมแบบนี้ล่ะค่ะ

Concept :: The Princess of Banana Cups Cake with five ladys.

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-03.jpg

:: ส่วนผสม ::

1. เนย 120 กรัม
2. เกลือ 1/4 ชช.
3. น้ำตาลทรายป่น 220 กรัม

4. ไข่ไก่เบอร์ 2  … 2 ฟอง 
5. ผงฟู 2 ชช.
6. เบคกิ้งโซดา 1 ชช.

7. กล้วยหอมสุกมากๆ 220 กรัม
8. แป้งเค้ก 240 กรัม
9. โยเกิร์ต รสธรรมชาติ 150 กรัม
10. นมสด 40 กรัม
11. กลิ่นวนิลา 1/3 ชช.

12.  ของตกแต่งด้านบนเค้กตามชอบ  (เม็ดน้ำตาลสี, ช๊อคชิพ, เม็ดมะม่วง, เมล็ดทานตะวัน, ถั่วลิสงสับหยาบ, เนยแข็งขูด)

ป.ล. ในภาพด้านล่าง พิมลืมถ่ายรูปนมสดมาค่ะ

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-07.jpg

:: รายละเอียดส่วนผสม ::

“เนยสด” …  พิมจะซื้อเนยแบบแพคละ 5 โลตาม Macro  แล้วนำมาตัดไว้เป็นถุงละกิโล  แยะใส่ถุงซิปล๊อค (ปิดให้สนิท)  แช่ไว้ในตู้เย็น  หรือบางทีซื้อเนยสดแบบถุงละ 1 โล จากร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่มาค่ะ … เวลาจะใช้ ก็เอาออกจากตู้เย็น  ตัดเป็นชิ้นให้ได้น้ำหนักตามที่ต้องการ   แล้วก็พักไว้ให้คลายความเย็นนิดนึง  (ส่วนที่ไม่ได้ใช้ เก็บเอาตู้เย็น)

“น้ำตาลทราย” … ใช้น้ำตาลทรายยี่ห้ออะไรก็ได้ค่ะ  นำมาป่นด้วยเครื่องบด ให้ละเอียด เพื่อที่จะทำให้ตีเข้ากับเนยได้ง่ายขึ้น

“ไข่ไก่” …. ใช้ไข่เบอร์ 2 ค่ะ  เบอร์มาตรฐาน  ซึ่งถ้าใช้ไข่ที่เราแช่ตู้เย็นเอาไว้  ต้องเอาไข่ไก่มาพักไว้นอกตู้เย็นก่อนสัก 20 นาทีนะคะ

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-09.jpg

“แป้งเค้ก” … พิมใช้ยี่ห้อพัดโบกค่ะ  เป็นยี่ห้อแป้งเค้กประจำบ้านเลย

“ผงฟู” …. ใช้แบบดับเบิ้ลแอ๊คชั่น  ยี่ห้อประจำก็ Best Foods

“เบคกิ้งโซดา” … ซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป  ใน Supermarket ตรง Zone พวกขายอุปกรณ์เบเกอรี่  … พิมซื้อมา แล้วกล่องมันแตก เลยเอามาเทใส่ขวดไว้แบบนี้ค่ะ

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-08.jpg

“โยเกิร์ต” …. ใช้รสธรรมชาติ ยี่ห้อดัชชี่ค่ะ  (แถวบ้านมีขายอยู่ยี่ห้อเดียว -*-)

“กลิ่นวนิลา” …. ถ้าเป็นขนมที่ไม่ได้ต้องการกลิ่นวนิลาแบบหอมมาก ๆ ก็ใช้กลิ่นแบบขวดนี่ค่ะ ยี่ห้อ วินเนอร์

“เกลือป่น” … ใช้เกลือไอโอดีนค่ะ   เม็ดมันละเอียดดี

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-11.jpg

สุดท้าย ก็ “กล้วยหอม” ค่ะ …  พิมชอบให้งอมขนาดนี้ รู้สึกว่ากำลังดี   กำลังหอม หวานได้ที่

อ้อๆ … จริง ๆ มีส่วนผสมอีกอย่างคือ “นมสด” ค่ะ แต่พิมลืมถ่ายรูปมา  … พิมใช้นมที่โรยหน้ากาแฟเย็น มาผสมน้ำเปล่า ในอัตรา 1 ต่อ 1 (ก็คือ นม 15 กรัม น้ำ 15 กรัม)  หรือใครจะใช้นมสด แบบพวกยี่ห้อหนองโพ เมจิ ก็ได้นะคะ ซึ่งถ้าใช้นมสดแบบหลังนี่ ไม่ต้องผสมน้ำค่ะ ใช้เพียว ๆ เลย

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-10.jpg

:: วิธีทำ ::

• เริ่มต้นก็จัดการตวงแป้งเค้กไว้ก่อนเลยนะคะ  240 กรัม   แล้วก็ร่อนให้แป้งกระจายตัวซะ 1 รอบ .. จากนั้นพักไว้ก่อน

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-12.jpg
http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-13.jpg

• หั่นเนยที่คลายความเย็นบ้างแล้ว  เป็นชิ้นเล็กหน่อย  ใส่กาละมังผสม  …. หยิบเกลือใส่ลงไปนิดหน่อย ประมาณสัก 1/4 ชช ….. แล้วก็ตีส่วนผสมให้พอเข้ากัน  (ถ้าใช้เครื่องตี ก็ความเร็วปานกลาง)

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-15.jpg

• ค่อย ๆ ทยอยใส่น้ำตาลที่เราป่นเอาไว้แล้ว ลงไปทีละประมาณ 2 ชต. …. สลับกับการตีส่วนผสมให้เข้ากัน  … ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ จนน้ำตาลหมด …  (ใช้ความเร็วปานกลาง)

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-16.jpg

• ใส่ไข่ลงไป 1 ใบ … ตีให้เข้ากันส่วนผสม  แล้วก็ใส่ไข่ทีเหลืออีกใบ พร้อมผงฟู และเบคกิ้งโซดา

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-17.jpg

• ได้ออกมาเป็นแบบนี้

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-18.jpg

• แล้วใส่ด้วยกล้วยหอมที่เราบดละเอียดเอาไว้แล้ว  (แต่ส่วนตัว พิมชอบบดหยาบ ๆ นิดนึงค่ะ  เวลาเคี้ยวแล้วรู้สึกได้ถึงเนื้อกล้วยหอม)  … ผสมเบา ๆ ให้เข้ากัน  (ถ้าใช้เครื่องตี – ก็เบอร์ 1)

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-20.jpg
http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-21.jpg

• ตามด้วยแป้งเค้กที่เราร่อนเอาไว้แล้ว  …. โดยแป้งเค้กเนี่ย ให้เราแบ่งเป็น 3 ส่วน … แล้วทยอยใส่ทีละ 1 ส่วน … ใส่แป้งส่วนนึงแล้ว ตะล่อมเบา ๆ ให้พอเข้ากัน  แล้วค่อยใส่ส่วนที่เหลือ

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-22.jpg

• สุดท้ายก็ใส่โยเกิร์ต + กลิ่นวนิลา + นมสดที่เราเตรียมเอาไว้ค่ะ  แล้วก็ตะล่อมเบา ๆ (ย้ำว่าเบาๆ)  ให้เข้ากันดี  … เป็นอันว่าสิ้นสุดการผสม เรียบร้อยแล้วค่ะ

ป.ล. ถ้าใช้กล้วยหอมที่บดละเอียด  ตัวส่วนผสมจะดูมีเนื้อที่เรียบเนียนสวยกว่านี้ค่ะ  แต่อย่างที่บอก พิมชอบกล้วยที่บดหยาบ ๆ ^^”

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-23.jpg
http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-24.jpg

• แล้วก็จัดการเทใส่พิมพ์  (ที่ทาเนยขาว+มีกระดาษไขโดยรอบ)  หรือตักใส่ถ้วย … ตามชอบค่ะ … ซึ่งที่พิมทำ  มักจะตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ แบบในภาพด้านล่างนี้ค่ะ

ตักใส่ถ้วยเสร็จ ก็ตกแต่งตามชอบ … ซึ่งวันนี้ พิมมีแค่เม็ดน้ำตาลสี ๆ ค่ะ ก็เลยตกแต่งแบบเดียว ^^”

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-25.jpg

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-26.jpg

• จากนั้นก็นำเข้าเตาอบ .. ถ้าเป็นพิมพ์กลม หรือ พิมพ์โลฟ สัก 1-2-3 ปอนด์  พิมจะใช้ไฟ 180 C ราว ๆ  1 ชม.  … แต่ถ้าเป็นพิมพ์กระทงจิ๋ว ๆ แบบนี้ พิมจะใช้ไฟ 175 C เวลา 10-15 นาทีค่ะ

ป.ล. ในภาพเขียนอุณหภูมิเตาอบ ผิดค่ะ !!

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-27.jpg

• แล้วเมื่อเวลาผ่านพ้นไป ไวเหมือนโกหก 15 นาที … เราก็จะได้เค้กกล้วยหอมออกมาหน้าตาน่ารักแบบนี้ล่ะค่ะ (เข้าข้างตัวเองสุดๆ โฮ๊ะๆ)

• ใครสนใจก็ลองไปทำกันดูนะคะ ทำง่ายมากๆ … เครดิตความดีความชอบยกให้พี่แมงเม่า แห่งพันทิปค่ะ

http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-28.jpg
http://www.pim.in.th/images/all-bakery/banana-cup-cake-mangmao/banana-cup-cake-01.jpg